“ก็บอกแล้วว่าจะลงเอยยังไง” — ภาษากับมูลค่าของสรรพนาม

February 17, 2010 at 10:10 pm (Languages)

“ก็บอกแล้วว่าจะลงเอยยังไง” เอกพูดกับก้องอย่างไม่ค่อยพอใจนัก คำพูดของเอกสะกิดต่อมโทสะของก้องที่กำลังอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ไม่แพ้กัน

“ก็ไม่คิดนี่หว่าว่าจะโดนหักหลังแบบนี้”

น่าแปลกใจที่ทั้งสองประโยคในเครื่องหมายคำพูดไม่มีการระบุเลยแม้แต่น้อยว่าใครบอกใคร ใครคิดอะไร หรือใครโดนใครหักหลัง แต่คนอ่านกลับไม่น่าจะมีปัญหามากนักกับการอนุมานว่าใครเป็นใครในประโยคทั้งสองนี้

[ใคร]ก็บอก[ใคร]แล้วว่า[อะไร]จะลงเอยยังไง

ก็[ใคร]ไม่คิดนี่หว่าว่า[ใคร]จะโดน[ใคร]หักหลังแบบนี้

ลองใช้เวลาซักนิดนึงนึกดูว่าอะไรเป็นอะไร ใครคือบุคคลในวงเล็บ จริงอยู่ว่าเราอาจจะไม่สามารถตีความได้ทั้งหมดเนื่องจากบริบทไม่ครบถ้วน แต่ความเป็นจริงก็คือ ขณะที่เราอ่านไปนั้น เราก็เติมคำในช่องว่างไปด้วยโดยอัตโนมัติ กลไกนี้เป็นไปโดยธรรมชาติและทำให้ประโยคสมบูรณ์อยู่ในหัวของเรา มีประธานและกรรมครบถ้วน

ทีนี้ลองนึกถึงประโยคใจความเดียวกันนี้ในภาษาอังกฤษดู

I‘ve already told you how it would end up!

But I never thought they would backstab us like this.

แล้วลองตัดสรรพนามทิ้งไป

Have already told how would end up!

But never thought would backstab like this.

ฟังดูกลายเป็นประโยคพิการไปซะงั้น ขาดความชัดเจนว่าใครทำอะไร ทั้งๆ ที่ประโยคต้นฉบับในภาษาไทยก็ค่อนข้างจะชัดเจนถึงแม้จะไม่มีสรรพนามเหมือนกัน

ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของความคุ้นเคยซะมากกว่าที่ทำให้ประโยคเดียวกันในภาษาอังกฤษฟังดูงงๆ เวลาที่ตัดสรรพนามทิ้งไป ภาษาอังกฤษใช้สรรพนามค่อนข้างฟุ่มเฟือย ต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันก็ชัดเจนอยู่ในบริบทอยู่แล้ว ในขณะที่ภาษาไทย เราสามารถละสรรพนามได้เมื่อมันชัดเจนแล้วว่าใครหรืออะไรเป็นผู้เกี่ยวข้องในประโยค

อาจจะพูดได้ว่า สรรพนามในภาษาไทยราคาแพงกว่าสรรพนามในภาษาอังกฤษ เวลาใช้เราเลยต้องประหยัดกันซักหน่อย ในขณะที่ฝรั่งแจกสรรพนามกันเป็นว่าเล่นราวกับว่ามันไม่มีราคาแต่อย่างใด

นี่น่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใกล้เคียงกันของภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่ประหยัดคำเอามากๆ [1] และจะด้วยเหตุเพราะค่าครองชีพสูงหรืออะไรก็ตาม ผมเข้าใจว่าสรรพนามในภาษาญี่ปุ่นราคาแพงยิ่งกว่าของภาษาไทยซะอีก ถ้าลองอ่านข้อความทั้งหมดที่ผมเขียนมาจนถึงตอนนี้ ผมว่าผมเองก็ยังใช้สรรพนามค่อนข้างเยอะทีเดียว ในทางกลับกัน ประโยคในภาษาญี่ปุ่นเราจะพบสรรพนามน้อยมากถึงมากที่สุด แต่ด้วยบริบท ใจความของประโยคก็ยังคงชัดเจนอยู่ ไม่ได้คลุมเครือแต่อย่างใด

จะว่าไปก็คงจะไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่า ทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นนิยมการละสรรพนาม ความแตกต่างกันก็คือ ภาษาไทยเลือกที่จะละสรรพนามได้ถ้ามันชัดเจนอยู่แล้ว แต่การละมากๆ อาจจะทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นเลือกที่จะเติมสรรพนามได้ถ้าต้องการ (ในกรณีที่มันชัดเจนอยู่แล้ว) แต่การเติมมากๆ ก็ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติเช่นกัน

จริงๆ ผมก็อยากจะเขียนสองประโยคข้างต้นนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นไว้เป็นตัวอย่างด้วยเหมือนกัน แต่ด้วยความอ่อนชั้นของผมในตอนนี้ ก็คงต้องยกไปโอกาสอื่นๆ แล้วล่ะครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[1] Rubin, J. Making Sense of Japanese: What the Textbooks Don’t Tell You. Kodansha International, 1998.

Advertisements

3 Comments

  1. mobtoh said,

    1 どんな風に終わるって言ったんだろう
    2 こんな風に裏切ったんで思わなかった

    แบบนี้ครับอาจารย์
    เพียงแต่ว่าถ้าแปลตามตัวผมว่ามันแปลกๆ
    เพราะว่า “จะจบลงแบบไหน” ….ผมไม่เคยเห็นญี่ปุ่นจะใช้แบบนี้เลย (หรืออาจจะมีก็ได้แต่ไม่เคยได้ยินเลย)
    เพราะญี่ปุ่นมักจะพูดว่า ”ก็บอกแล้วว่าจะจบลงแบบนี้” มากกว่านะครับ

  2. mobtoh said,

    แก้ไขประโยค 2 ให้เป็นธรรมชาติและก็ไวยากรณ์ผิดนะครับ と+おもう เท่านั้น
    まさか(俺たちはあいつらを)裏切ると思わなかった

  3. poonna said,

    ยอดเยี่ยมครับ ขอบคุณมากที่ช่วยเสริมให้ 🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: