แนะนำหนังสือการ์ตูน Usagi Drop

June 14, 2010 at 6:50 pm (Manga)

คุณตาของ “ไดคิจิ” เสียชีวิตลง ทำให้เขาต้องลางานกลับบ้านเกิดเพื่อร่วมพิธีศพของคุณตา และ ณ ที่บ้านของคุณตานั่นเอง เขาได้พบกับ “ริน” เด็กหญิงวัย 6 ขวบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ไดคิจิรู้ทีหลังว่ารินเป็นลูกนอกสมรสของคุณตา และไม่มีใครรู้ว่าแม่ของรินเป็นใคร เมื่อคุณตาเสียไปแล้ว รินก็เลยกลายเป็นเด็กกำพร้าขึ้นมาทันที เหล่าญาติพี่น้องของไดคิจิต่างก็ถกเถียงกันว่าจะทำยังไงกับริน ไม่มีใครอยากรับรินไปดูแลเพราะต่างก็เห็นว่ารินเป็นความอับอายของวงศ์ตระกูล

ท่ามกลางการถกเถียงกันนั้น ไดคิจิก็ทนไม่ไหวและประกาศตัวขอรับรินไปดูแลเอง ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองก็ยังไม่มีครอบครัวและไม่มีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ถ้านับศักดิ์กันจริงๆ แล้ว รินก็คือน้าของไดคิจินั่นเอง

การ์ตูนเรื่องนี้พาเราไปพบกับไดคิจิ หนุ่มโสดวัย 30 ปี กับเรื่องวุ่นๆ ในการใช้ชีวิตร่วมกับริน น้าหญิงอายุ 6 ขวบของเขา ซึ่งทำให้ชีวิตของเขาต้องพลิกผันไปโดยสิ้นเชิง การเดินเรื่องของการ์ตูนเรื่องนี้จัดว่าเป็นไปอย่างช้าๆ แต่สำหรับผมแล้ว จังหวะของเรื่องกลับไม่น่าเบื่อเลย เนื้อเรื่องค่อยๆ ดึงดูดผู้อ่านเข้าไปในเรื่องได้อย่างกลมกลืน กับโทนของเรื่องที่อบอุ่นและสมจริงสมจัง จุดด้อยก็คงจะเป็นที่ลายเส้นที่ไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ ตัวเอกอย่างไดคิจิจัดว่าเป็นตัวเอกที่หน้าตาแย่ที่สุดคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ (แต่ผมว่านี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมจริงด้วย)

ระยะเวลาในเรื่องดำเนินตั้งแต่รินอายุ 6 ขวบ ไปจนถึงตอนที่รินเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น (ในเล่มปัจจุบันและยังไม่จบ) การ์ตูนเรื่องนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Josei คือการ์ตูนผู้หญิงสำหรับวัยผู้ใหญ่ แต่ผมว่าเป็นการ์ตูนที่กลางมากๆ ใครๆ ก็อ่านได้ ใครที่อ่านการ์ตูนแนวตลาดจนเบื่อแล้ว ผมแนะนำให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศมาอ่านเรื่องนี้กันดูครับ เฉพาะเนื้อเรื่องผมให้เต็มสิบเลย แต่โดยรวมคงต้องหักคะแนนลายเส้นกันหน่อยครับ

เข้าใจว่าเรื่องนี้ยังไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์เข้ามาแปลในไทย แต่ถ้าไม่เกี่ยงภาษาอังกฤษก็เข้าไปอ่านกันก่อนได้ที่ OneManga ครับ (http://beta.onemanga.com/Usagi_Drop/) ตอนนี้ออกมาได้ 28 ตอนแล้ว ส่วนภาษาไทย ผมเห็นมีกลุ่มหนึ่งเริ่มแปลกันแล้ว ตั้งชื่อเรื่องว่า “ป้าของผมอายุ 6 ขวบ” (จริงๆ ตามศักดิ์แล้วต้องเป็นน้านะครับ เพราะเป็นน้องของแม่) แต่ผมเห็นเพิ่งออกมาได้ตอนเดียว และมีที่แปลผิดๆ ถูกๆ อยู่เยอะทีเดียว ส่วนตัวผมแนะนำให้อ่านภาษาอังกฤษดีกว่าครับ เพราะภาษาไทยนอกจากจะแปลผิดๆ ถูกๆ แล้วผมคิดว่าสำนวนการแปลยังต้องปรับปรุงอีกเยอะเลยครับ

Permalink 2 Comments

บทวิจารณ์ Hanamaru Youchien

April 7, 2010 at 4:17 pm (Anime)

Hanamaru Youchien

อีกเรื่องที่ผมอยากแนะนำสำหรับฤดูกาลที่ผ่านมาก็คงเป็นเรื่องนี้ครับ Hanamaru Youchien ซึ่งแปลตามตัวได้ว่า “อนุบาลฮานามารุ” แต่ถ้าให้ผมตั้งชื่อเองแบบไทยๆ ผมก็คงจะตั้งชื่อประมาณว่า “ขบวนการอนุบาลแก่แดด” ล่ะครับ

เรื่องของเรื่องคือ ทซึจิดะ (ผมจะสะกดเป็นตัวไทยยังไงดีล่ะนี่) เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นครูโรงเรียนอนุบาลเป็นวันแรก แต่ก็ต้องมาผจญกับความซุกซนของเหล่าเด็กๆ อย่าง อันซึ ซึ่งเข้าใจผิดว่าทซึจิดะแอบหลงรักตน ฮีรางิ เด็กอัจฉริยะของโรงเรียน และ โคเมะ เด็กขี้อาย ที่ทำให้ทซึจิดะต้องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน ในขณะเดียวกัน ทซึจิดะเองก็แอบไปหลงรักยามาโมโตะ ครูสาวแสนสวยที่สอนอยู่ห้องข้างๆ แต่จะทำยังไงๆ ครูยามาโมโตะก็ดูจะไม่รู้เอาซะเลยว่ามีใครแอบชอบอยู่

อะนิเมะเรื่องนี้ออกแนวใสๆ ปนฮาแบบชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป โดยมีธีมอยู่ที่ความแก่นเกินวัยของเด็กๆ กับความไร้เดียงสาของผู้ใหญ่ และทำให้เราได้ยิ้มเสมอๆ กับความพยายามของอันซึที่จะเรียกร้องความสนใจจากทซึจิดะ กับความฉลาดล้ำแบบเด็กๆ ของฮีรางิ หรือกับความพยายามของทซึจิดะที่จะเรียกคะแนนจากครูยามาโมโตะ ถึงแม้บางทีความไร้เดียงสาของครูยามาโมโตะเองก็อาจจะทำเอาคนดูขัดใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

โดยภาพรวมแล้ว ตัวเนื้อเรื่องเองก็อาจจะไม่ได้มีทิศทางอะไรมากมาย ภาพและเพลงประกอบไม่ได้โดดเด่น แต่ความน่ารักของเด็กๆ ก็คงเพียงพอที่จะเรียกรอยยิ้มจากผู้ชมได้ในเกือบทุกตอน ในโลกของผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายชวนปวดหัว การได้กลับมานั่งสบายๆ ดูอะไรเพลินๆ แบบที่ไม่ต้องคิดมากบ้าง ได้รอยยิ้มติดไปเป็นของแถมนิดหน่อย ผมว่ามันก็เป็นการใช้เวลาว่างที่ไม่เลวนักนะ ^ ^

Permalink Leave a Comment

บทวิจารณ์ Sora no Woto

March 24, 2010 at 3:51 am (Anime)

จะเป็นความบังเอิญหรือจงใจก็ไม่อาจทราบได้ แต่เรามีอะนิเมะที่ชื่อออกแนวนี้ถึงสามฤดูกาลติดๆ กัน เริ่มจาก Sora no Manimani (แปล: สุดแท้แต่ฟ้า) ในฤดูร้อนปีที่แล้ว ตามด้วย Sora no Otoshimono (แปล: สิ่งที่สาปสูญจากสวรรค์) ในฤดูใบไม้ร่วง ปิดท้ายด้วย Sora no Woto (แปล: เสียงแห่งฟากฟ้า) ในฤดูกาลนี้ แน่นอนว่าทั้งสามเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันนอกเหนือไปจากการเอาท้องฟ้าหรือสวรรค์ (คำเดียวกัน — sora 空) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ แต่ก็ทำให้เห็นได้ว่าเรื่องของฟ้านี่มันเอามาทำเป็นเรื่องเป็นราวได้ไม่จบสิ้นจริงๆ

สำหรับ Sora no Woto เรื่องนี้ เป็นอะนิเมะที่เป็น original story คือไม่ได้อ้างอิงมังงะหรือไลท์โนเวลเลย เนื้อเรื่องเขียนขึ้นมาเพื่อสร้างเป็นอะนิเมะโดยเฉพาะ ซึ่งจัดว่ามีอยู่น้อยเรื่องมากๆ โดยเนื้อเรื่องจะแสดงให้เห็นถึงชีวิตในค่ายทหารของทหารหญิงทั้ง 5 คน คานาตะ ริโอ โนเอล คุเรฮะ และฟีลิเซีย ในป้อมปราการ ณ เมืองอันไกลโพ้นที่แสนจะสงบสุขซึ่งมีชายแดนติดกับแผ่นดินที่ไร้ผู้คน กับเทคโนโลยีที่ล้าหลังเมื่อเทียบกับปัจจุบัน

ตอนเปิดตัวมาก็โดนวิจารณ์ซะเละเทะตั้งแต่ก่อนจะเริ่มออกอากาศซะอีก เพราะตัวละครที่ออกแบบมาแนวโมเอะมากๆ อีกทั้งยังมีภาพของตัวละครในเรื่องมาเล่นเครื่องเป่าในโฆษณาเปิดตัว ทำให้เรื่องนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ K-ON! และถูกตั้งชื่อแซวว่า K-ON! ภาคทหาร ตัวละครหลายๆ ตัวก็ถูกเอาไปเปรียบเทียบกับตัวละครใน K-ON! พอเริ่มออกอากาศตอนแรกๆ ก็ยังเป็นชีวิตประจำวันของเหล่าทหารสาวๆ ในค่ายทหารกับปฏิสัมพันธ์กับชาวเมือง บรรยากาศเรื่อยๆ สบายๆ ทำให้เรื่องนี้ติดภาพ K-ON! ไปเต็มๆ

แต่เมื่อเรื่องดำเนินต่อมา ปริศนาต่างๆ ก็เริ่มขมวดปม ตั้งคำถามกับคนดูว่าเรากำลังอยู่ในยุคไหนกันแน่ มันเกิดอะไรขึ้นในอดีต อะไรคือผลพวงของสงคราม และมันจะปะทุขึ้นอีกหรือไม่

ไม่นานนัก ภาพของ K-ON! ก็ถูกสลัดทิ้งไปหมดสิ้น!

เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่ประทับใจและสะเทือนใจ ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงาม และชวนให้คนดูได้คิดตาม ผมเองยอมรับว่าแปลกใจมากๆ ไม่คิดว่าเรื่องราววุ่นๆ ของสาวๆ ทั้ง 5 ในตอนแรกๆ จะเปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวที่จริงจังในตอนหลังและเต็มไปด้วยเรื่องที่พลิกความคาดหมายแบบนี้

แน่นอนว่ามันไม่ได้สมบูรณ์ทั้งหมด หลายๆ ฉากก็อาจจะดูเป็นสูตรสำเร็จไปบ้าง หรือบางครั้งก็อาจจะดราม่าจนเกินเหตุ แต่โดยภาพรวมแล้วจัดว่าทำออกมาได้ดีมาก กับเนื้อเรื่องและรายละเอียดในการถ่ายทอด พื้นเพของตัวละครที่น่าสนใจ ภาพประกอบ ทิวทัศน์และภูมิทัศน์ที่สวยงาม และดนตรีประกอบที่ลงตัว

คงต้องบอกว่า ยอดเยี่ยมครับ ^ ^

Permalink Leave a Comment

左 กับ 右 — สองข้างที่ต่างกัน

February 20, 2010 at 6:20 pm (Languages)

สำหรับหลายๆ คนแล้ว กระดูกชิ้นโตที่ขวางเส้นทางการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็คงจะไม่พ้นการเรียนอักษรค้นจิ นอกจากจะต้องจดจำอักษรที่แตกต่างกันนับพันตัวแล้ว แต่ละตัวยังมีคำอ่านได้หลายแบบขึ้นอยู่กับตัวอักษรรอบข้างอีกด้วย แม้แต่ประเทศต้นกำเนิดตัวอักษรนี้อย่างประเทศจีนก็ยังไม่กำหนดคำอ่านหลายๆ แบบให้มันวุ่นวายขนาดนั้น (แน่ล่ะว่ามีกรณียกเว้นเหมือนกัน แต่เท่าที่ผมรู้ก็น่าจะน้อยมากๆ)

ส่วนตัวผมเอง ผมยังคงสนุกกับการเรียนรู้ตัวอักษรใหม่ๆ อยู่ คงเหมือนช่วงฮันนีมูนที่อะไรๆ ก็ยังใหม่อยู่ ดูน่าตื่นเต้นน่าค้นหาไปซะหมด นานๆ ไปแล้วเมื่อความตื่นเต้นมันจางหายไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็อาจจะเป็นแค่วัตรปฏิบัติรายวันที่น่าเบื่อเท่านั้น จะเป็นยังงั้นหรือเปล่าก็คงต้องปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์กันอีกที

คนที่หัดเขียนตัวคันจิรู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญอันหนึ่งที่ต้องฝึกฝนและจดจำคือลำดับการเขียนเส้น การฝึกลำดับการเขียนเส้นให้คล่องแคล่วและแม่นยำจะทำให้เขียนได้เร็วและจดจำตัวอักษรได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ถ้าไม่ใส่ใจ เขียนไปตามมีตามเกิด มันก็จะกลายเป็นเหมือนมวยวัด ต่อยสะเปะสะปะไม่มีรูปแบบ ยากที่จะขึ้นไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไปได้

ผมเองก็พยายามจะฝึกลำดับการเขียนเส้นตามรูปแบบมาตรฐานของญี่ปุ่นเหมือนกัน แต่บางทีก็ต้องเจออะไรแปลกๆ ที่ทำให้ผมต้องกลับมานั่งงงว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างงี้วะ…

ตัวอย่างหนึ่งที่ผมแปลกใจมากก็คือสองตัวนี้ — 左 (hidari) กับ 右 (migi) ซึ่งแปลว่า “ซ้าย” กับ “ขวา”

อักษรทั้งสองนี้ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างกันมาก มีเส้นแนวนอนด้านบน มีเส้นแทยงทางซ้าย ที่ดูจะต่างกันก็แค่ 左 มีตัว H ตะแคงอยู่ด้านล่าง ส่วน 右 มีกล่องสี่เหลี่ยมอยู่ที่เดียวกัน ก็เท่านั้น

ผมเปิดหนังสือคัดตัวอักษรคันจิดู ตัว 左 มีลำดับการเขียนเส้นแบบนี้


(รูปจาก [1])

เริ่มจากการเขียนเส้นแนวนอนด้านบนก่อน ตามด้วยเส้นแทยงทางซ้ายมือ แล้วก็เส้นที่เหลือ

ส่วนตัว 右 มีลำดับแบบนี้


(รูปจาก [1])

เริ่มจากเส้นแทยงก่อน แล้วตามด้วยเส้นแนวนอนด้านบน แล้วก็เส้นที่เหลือ

เฮ่ย! นี่มันอะไรกัน?

ตัวอักษรสองตัวที่มีรูปแบบคล้ายๆ กัน ความหมายเกี่ยวข้องกัน ทำไมมีลำดับที่ต่างกันได้

ผมปล่อยให้ตัวเองงงอยู่หลายอาทิตย์ ก่อนที่จะหายโง่ นึกได้ว่าผมยังมี Google เป็นเพื่อน ก็เลยลองค้นดูซักหน่อยว่ามันเป็นเพราะอะไร

คำอธิบายแรกที่เจอ คือ จริงๆ แล้วถึงแม้สองเส้นแรกจากทั้งสองตัวจะดูคล้ายๆ กัน แต่ความจริงมันไม่เหมือนกัน ตัว 左 เส้นแทยงจะยาวกว่าเส้นนอน ในขณะที่ตัว 右 เส้นนอนจะยาวกว่าเส้นแทยง และเค้าให้เขียนเส้นที่สั้นกว่าก่อน

ทำไมหว่า? คำว่าซ้ายกับคำว่าขวา ความหมายก็เกี่ยวข้องกัน ทำไมต้องเขียนให้มันต่างกันแบบนั้น ผมจึงค้นต่อไป และเจอข้อมูลเพิ่มเติมที่คลายความข้องใจของผมได้ในที่สุด

จากรูปภาพที่เขียนลงบนกระดาษทิชชู่โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรจีน และมีคนสแกนเอามาลงบนเว็บบอร์ด [2] ไว้


(รูปจาก [2])

อักษรทั้งสองตัวนี้มีต้นกำเนิดจากตัวอักษรโบราณที่พยายามเลียนแบบรูปมือซ้ายและมือขวาเมื่อหลายพันปีก่อน ในเวลาต่อมาทางฝั่งมือขวาก็มีการเติมรูปถ้วยชามลงไป เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นมือที่เอาไว้ใช้ส่งอาหารเข้าปาก และคงจะเพื่อความสมดุล จึงได้มีการเติมสัญลักษณ์แทนเครื่องมือวัด (เช่นไม้บรรทัด) เข้าไปทางฝั่งมือซ้าย วิวัฒนาการของตัวอักษรทำให้หลายพันปีต่อมา แขนของมือขวาและนิ้วของมือซ้ายกลายเป็นเส้นแนวนอนด้านบน และเพราะแขนมันยาวกว่านิ้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเส้นแนวนอนกับเส้นแทยงของคำว่าขวาและคำว่าซ้ายจึงต่างกัน

จึงอธิบายได้เช่นนี้แล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[1] Miller, A. R., Kanji Stroke Order, http://infohost.nmt.edu/~armiller/japanese/strokeorder.htm

[2] Eyedunno, Wakan Project Website, Post Topic “Kanji Stroke Order”, http://wakan.manga.cz/forum/viewtopic.php?t=836

Permalink 2 Comments

“ก็บอกแล้วว่าจะลงเอยยังไง” — ภาษากับมูลค่าของสรรพนาม

February 17, 2010 at 10:10 pm (Languages)

“ก็บอกแล้วว่าจะลงเอยยังไง” เอกพูดกับก้องอย่างไม่ค่อยพอใจนัก คำพูดของเอกสะกิดต่อมโทสะของก้องที่กำลังอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ไม่แพ้กัน

“ก็ไม่คิดนี่หว่าว่าจะโดนหักหลังแบบนี้”

น่าแปลกใจที่ทั้งสองประโยคในเครื่องหมายคำพูดไม่มีการระบุเลยแม้แต่น้อยว่าใครบอกใคร ใครคิดอะไร หรือใครโดนใครหักหลัง แต่คนอ่านกลับไม่น่าจะมีปัญหามากนักกับการอนุมานว่าใครเป็นใครในประโยคทั้งสองนี้

[ใคร]ก็บอก[ใคร]แล้วว่า[อะไร]จะลงเอยยังไง

ก็[ใคร]ไม่คิดนี่หว่าว่า[ใคร]จะโดน[ใคร]หักหลังแบบนี้

ลองใช้เวลาซักนิดนึงนึกดูว่าอะไรเป็นอะไร ใครคือบุคคลในวงเล็บ จริงอยู่ว่าเราอาจจะไม่สามารถตีความได้ทั้งหมดเนื่องจากบริบทไม่ครบถ้วน แต่ความเป็นจริงก็คือ ขณะที่เราอ่านไปนั้น เราก็เติมคำในช่องว่างไปด้วยโดยอัตโนมัติ กลไกนี้เป็นไปโดยธรรมชาติและทำให้ประโยคสมบูรณ์อยู่ในหัวของเรา มีประธานและกรรมครบถ้วน

ทีนี้ลองนึกถึงประโยคใจความเดียวกันนี้ในภาษาอังกฤษดู

I‘ve already told you how it would end up!

But I never thought they would backstab us like this.

แล้วลองตัดสรรพนามทิ้งไป

Have already told how would end up!

But never thought would backstab like this.

ฟังดูกลายเป็นประโยคพิการไปซะงั้น ขาดความชัดเจนว่าใครทำอะไร ทั้งๆ ที่ประโยคต้นฉบับในภาษาไทยก็ค่อนข้างจะชัดเจนถึงแม้จะไม่มีสรรพนามเหมือนกัน

ผมคิดว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องของความคุ้นเคยซะมากกว่าที่ทำให้ประโยคเดียวกันในภาษาอังกฤษฟังดูงงๆ เวลาที่ตัดสรรพนามทิ้งไป ภาษาอังกฤษใช้สรรพนามค่อนข้างฟุ่มเฟือย ต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้ถูกกระทำ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันก็ชัดเจนอยู่ในบริบทอยู่แล้ว ในขณะที่ภาษาไทย เราสามารถละสรรพนามได้เมื่อมันชัดเจนแล้วว่าใครหรืออะไรเป็นผู้เกี่ยวข้องในประโยค

อาจจะพูดได้ว่า สรรพนามในภาษาไทยราคาแพงกว่าสรรพนามในภาษาอังกฤษ เวลาใช้เราเลยต้องประหยัดกันซักหน่อย ในขณะที่ฝรั่งแจกสรรพนามกันเป็นว่าเล่นราวกับว่ามันไม่มีราคาแต่อย่างใด

นี่น่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใกล้เคียงกันของภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นภาษาที่ประหยัดคำเอามากๆ [1] และจะด้วยเหตุเพราะค่าครองชีพสูงหรืออะไรก็ตาม ผมเข้าใจว่าสรรพนามในภาษาญี่ปุ่นราคาแพงยิ่งกว่าของภาษาไทยซะอีก ถ้าลองอ่านข้อความทั้งหมดที่ผมเขียนมาจนถึงตอนนี้ ผมว่าผมเองก็ยังใช้สรรพนามค่อนข้างเยอะทีเดียว ในทางกลับกัน ประโยคในภาษาญี่ปุ่นเราจะพบสรรพนามน้อยมากถึงมากที่สุด แต่ด้วยบริบท ใจความของประโยคก็ยังคงชัดเจนอยู่ ไม่ได้คลุมเครือแต่อย่างใด

จะว่าไปก็คงจะไม่ผิดนักถ้าจะพูดว่า ทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นนิยมการละสรรพนาม ความแตกต่างกันก็คือ ภาษาไทยเลือกที่จะละสรรพนามได้ถ้ามันชัดเจนอยู่แล้ว แต่การละมากๆ อาจจะทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ ในขณะที่ภาษาญี่ปุ่นเลือกที่จะเติมสรรพนามได้ถ้าต้องการ (ในกรณีที่มันชัดเจนอยู่แล้ว) แต่การเติมมากๆ ก็ทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติเช่นกัน

จริงๆ ผมก็อยากจะเขียนสองประโยคข้างต้นนั้นเป็นภาษาญี่ปุ่นไว้เป็นตัวอย่างด้วยเหมือนกัน แต่ด้วยความอ่อนชั้นของผมในตอนนี้ ก็คงต้องยกไปโอกาสอื่นๆ แล้วล่ะครับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[1] Rubin, J. Making Sense of Japanese: What the Textbooks Don’t Tell You. Kodansha International, 1998.

Permalink 3 Comments

บันทึกเรื่อยเปื่อยกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น

February 17, 2010 at 1:36 am (Languages)

ผมเพิ่งจะหัดภาษาญี่ปุ่นจริงๆ จังๆ ได้ไม่นาน ด้วยความที่เป็นคนรักการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ ผมตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่ายังไงก็จะต้องอ่านการ์ตูนกับดูอนิเมแบบสดๆ โดยไม่ต้องพึ่งคำแปลหรือซับไตเติ้ลใดๆ ภายในปีสองปีนี้ให้ได้

แต่การใช้ชีวิตที่สิงคโปร์ทำให้ผมต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นผ่านภาษาอังกฤษอีกที เพราะตำราภาษาไทยมันไม่มีขายที่นี่ หนังสือเล่มหลักที่ผมใช้คือ げんき (genki) ซึ่งเป็นหนังสือเรียนที่หลายๆ คนแนะนำในตอนนี้ ผมซื้อหนังสือมานานแล้วล่ะ แต่ถึงตอนนี้ผมก็ยังอยู่แค่บทที่ 4 อยู่เลย (จาก 12 บทของเล่ม 1 ของระดับเบื้องต้น) ข้อจำกัดของการเรียนด้วยตัวเองก็คือไม่มีอะไรมาคอยบังคับให้ต้องเรียนนี่แหละ ผมก็เลยอู้ซะมาก ไม่ค่อยคืบหน้าซักเท่าไหร่

เท่าที่ศึกษามาจนถึงตอนนี้ (แค่ 4 บทนี่แหละ กับที่อ่านเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆ บ้าง) ผมรู้สึกว่าภาษาญี่ปุ่นกับภาษาไทยมันมีความใกล้เคียงกันมากกว่าภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษ การแปลจากภาษาญี่ปุ่นมาเป็นภาษาไทยมีความเป็นธรรมชาติมากกว่าการแปลไปเป็นภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทยดูจะรักษารายละเอียดของภาษาต้นฉบับได้ดีกว่า

สาเหตุหนึ่งก็น่าจะมาจากวัฒนธรรมทางภาษาที่ใกล้เคียงกันมากกว่า ภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับระดับของภาษามาก ภาษาที่ใช้กับบุคคลต่างระดับกันก็จะต่างกันไปด้วย ในขณะที่ภาษาอังกฤษจะมีลักษณะความเป็นกลางๆ มากกว่า นอกจากนี้ ภาษาไทยยังมีคำประดับที่โดยตัวมันเองไม่ได้มีความหมายซักเท่าไหร่อยู่พอสมควร เช่น คำว่า “นะ” “ล่ะ” คำพวกนี้ใช้เติมท้ายประโยคและแสดงความรู้สึกของผู้พูดที่มีต่อประโยคนั้นๆ ซึ่งถ้าต้องแปลไปเป็นภาษาอังกฤษก็มักจะเสียรายละเอียดตรงนี้ไป (ภาษาอังกฤษดูจะใช้น้ำเสียงในการแสดงอารมณ์ซะมากกว่า แต่น้ำเสียงคงจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือค่อนข้างลำบาก) ภาษาญี่ปุ่นเองก็มีคำเติมท้ายแบบนี้เหมือนกัน และหลายๆ คำก็ดูจะถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาไทยได้ใกล้เคียงทีเดียว

อย่างเช่นประโยคง่ายๆ อันนี้

この花はきれいですね。
(kono hana wa kirei desu ne)

เทียบกับคำแปลภาษาอังกฤษที่พยายามจะรักษาความหมายและอารมณ์ของประโยคต้นฉบับเอาไว้

As for this flower, it is beautiful, isn’t it?

ผมคิดว่าคงไม่มีฝรั่งที่จะพูดแบบนี้ในชีวิตจริงซักเท่าไหร่ ในขณะที่คำแปลภาษาไทย

ดอกไม้ดอกนี้น่ะ สวยเนอะ

ก็ยังฟังดูค่อนข้างเป็นธรรมชาติสำหรับผม

ผมไม่เคยอ่านหนังสือเรียนภาษาญี่ปุ่นฉบับภาษาไทย ก็เลยไม่ค่อยแน่ใจนักว่าปกติเค้าจะสอนกันแบบไหน แต่ผมคิดว่าถ้าผมเจออะไรที่มันดูจะเข้ากับภาษาไทยได้ดี ผมก็จะเอามาบันทึกไว้ตรงนี้ น่าจะช่วยให้ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นได้เร็วขึ้นด้วย

แต่แน่ล่ะ ผมเองก็เพิ่งจะเริ่มเรียน ยังเดินเตาะแตะอยู่เลย ที่เขียนมาก็เป็นแค่ความเห็นของผมเอง อาจจะมีอะไรที่ผมตีความผิดไปก็ได้ ถ้ามีใครเห็นว่าอะไรไม่ถูกต้อง ผมก็อยากจะขอให้ช่วยชี้แนะด้วยล่ะครับ

Permalink 1 Comment